วัสดุกันเสียงรบกวนมีกี่ประเภท

วัสดุกันเสียงรบกวนมีกี่ประเภท โดยทั่วไปแล้ววัสดุกันเสียงรบกวนผลิตออกมาหลากหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับว่าจะนำไปติดตั้งและใช้งานที่ส่วนไหนของที่อยู่อาศัย โดยจะแบ่งประเภทตามลักษณะวัสดุที่ใช้ผลิต ดังนี้

1. วัสดุกันเสียงรบกวน ประเภท Shumoplast
เนื้อวัสดุเป็นเม็ดเล็ก ๆ เคลือบด้วยสีอะคริลิก ผิวสัมผัสยืดหยุ่นคล้ายยางยืด มักนำมาใช้ทำเป็นฐานของพื้นลอย ถือเป็นวัสดุกันเสียงคุณภาพ เหมาะแก่การนำไปใช้กันเสียงบริเวณทั่วไปพื้นที่ที่มีขนาดใหญ่ภายในบ้าน วัสดุนี้จะช่วยลดเสียงดังรบกวนลงได้ประมาณ 32 เดซิเบล
ข้อดีคือกันน้ำ เนื้อวัสดุไม่เป็นพิษ ติดตั้งง่าย และใช้งานได้นาน ข้อเสียคือใช้เวลาติดตั้งนานพอสมควร เพราะต้องรอให้แห้งประมาณ 24 ชั่วโมง

2. วัสดุกันเสียงรบกวน ประเภทโฟม
เนื้อวัสดุทำจากโพลียูรีแทนโฟม มักนำไปใช้กันเสียงจากภายนอกไม่ให้เข้ามาข้างใน จึงเหมาะแก่การนำมาติดตั้งกันเสียงในห้องอัด สตูดิโอ หรือโรงภาพยนตร์ โดยช่างจะติดตั้งตามผนังและเพดานด้วยกาวแบบพิเศษหรือฟิล์มกาว
ข้อดีคือช่วยซับเสียงได้ร้อยละ 95 มีความยืดหยุ่นสูง และประสิทธิภาพการใช้งานสูงกว่าวัสดุกันเสียงรบกวนประเภทอื่น ส่วนข้อเสียคือเนื้อวัสดุก่อให้เกิดสารพิษได้หากจุดติดไฟและละลาย แนะนำว่าควรเลี่ยงการจุดไฟในห้องที่ติดตั้งวัสดุกันเสียงรบกวนประเภทโฟม และเลี่ยงไม่ให้โดนแสงแดด นอกจากนี้ วัสดุโฟมไม่รองรับน้ำหนักสิ่งของเท่าไหร่ จึงควรขนย้ายด้วยความระมัดระวัง

3. วัสดุกันเสียงรบกวน ประเภท Teksound
วัสดุประเภทนี้ทำจากแร่ มีคุณสมบัติกันเสียง โดยลดระดับเสียงรบกวนได้มากถึง 28 เดซิเบล
ข้อดีคือเนื้อวัสดุไม่หนามาก ประมาณ 0-4 เซนติเมตร เหมาะแก่การนำไปใช้ติดตั้งได้กับทุกสภาพพื้นผิว ติดตั้งง่ายและเร็ว ยืดหยุ่นสูง ทนทาน ข้อเสียคือราคาค่อนข้างแพง รวมทั้งต้องใช้วิธีการติดตั้งพิเศษในกรณีที่ติดตั้งบนพื้นคอนกรีต
วัสดุกันเสียงรบกวน ประเภทอะคูสติก

4. วัสดุกันเสียงรบกวน ประเภทอะคูสติก
นับเป็นวัสดุกันเสียงรบกวนที่ช่วยทั้งเรื่องกันเสียงและใช้ตกแต่งเพื่อความสวยงามในคราวเดียว เนื้อวัสดุด้านนอกทำจากวีเนียร์ ซึ่งเหมาะแก่การดัดแปลงสำหรับตกแต่งห้องได้ทุกรูปแบบ จึงมักนำไปใช้ติดตั้งพื้นที่ภายในมากกว่า
ข้อดีคือไม่ก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งติดตั้งและปรับแต่งได้ง่ายกว่า ส่วนข้อเสียอย่างเดียวก็คือราคาแพง

5. วัสดุกันเสียงรบกวน ประเภทไอโซปลาสต์
เนื้อวัสดุทำจากไม้เนื้ออ่อนพิเศษ ช่วยลดระดับเสียงรบกวนได้ประมาณ 27 เดซิเบล อีกทั้งยังมีคุณสมบัติรักษาอุณหภูมิห้องด้วย
ข้อดีของวัสดุประเภทนี้คือเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ติดตั้งง่าย และเหมาะแก่การตกแต่งภายใน แต่ราคาค่อนข้างสูง รวมทั้งติดไฟได้ง่าย

6. วัสดุกันเสียงรบกวน ประเภทฉนวนใยหิน
วัสดุประเภทนี้ช่วยลดระดับเสียงรบกวนได้ร้อยละ 99 มักนำมาใช้กันเสียงจากภายนอก โดยนิยมติดตั้งกับพื้นผิวคอนกรีตและไม้ การใช้งานจะคล้ายกับวัสดุประเภท Shumoplast คือจะใช้ติดตั้งบริเวณพื้นที่ขนาดใหญ่ที่เป็นฐานหรือพื้นลอย
ข้อดีคือทนทานความร้อนสูง เนื้อวัสดุปราศจากเรซิน ติดตั้งง่ายโดยไม่ต้องกลึง ใช้งานได้นาน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่หดตัว ส่วนข้อเสียคือดูดซึมความชื้น ซึ่งอาจทำให้อับ จึงจำเป็นต้องเพิ่มวัสดุกันเสียงที่มีคุณสมบัติกันน้ำเข้ามาใช้ร่วมด้วย

7. วัสดุกันเสียงรบกวน ประเภทเมมเบรน
วัสดุทำจากฉนวนใยหินผสมโพลีเมอร์ มีลักษณะคล้ายฟิล์มพิเศษ นำไปใช้ได้กับทุกสภาพพื้นผิว
ข้อดีคือทนทานความร้อนได้สูง เหมาะแก่การติดตั้งกันเสียงทั้งด้านนอกและด้านในอาคาร เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ใช้งานได้ยาวนาน แต่อาจเสียตรงที่ราคาค่อนข้างแพง

8. วัสดุกันเสียงรบกวน ประเภทพลาสเตอร์พิเศษ
วัสดุประเภทนี้ผลิตจากองค์ประกอบหลายอย่าง จึงเหมาะแก่การกันเสียงและงานตกแต่ง โดยจะช่วยกันเสียงจากด้านในไม่ให้กระจายหรือเล็ดลอดออกไปด้านนอก การติดตั้งวัสดุกันเสียงประเภทนี้ควรเลือกติดตั้งให้หนาประมาณ 2-3 เซนติเมตร
ข้อดีคือช่วยตกแต่งซ่อมแซมสภาพพื้นผิวให้ดูดี วัสดุไม่ก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม และทนทานความร้อนได้สูง แต่วัสดุประเภทนี้ก็ติดตั้งยุ่งยากพอสมควร เพราะต้องวางเลเยอร์ของวัสดุประมาณ 2-3 ชั้นในการติดตั้ง รวมทั้งมีราคาแพง

9. วัสดุกันเสียงรบกวน ประเภท Shumoizol
มีลักษณะเป็นวัสดุสองชั้น มีคุณสมบัติกันเสียงดีเยี่ยม ทนทานต่อการกดทับ รวมทั้งนำไปใช้ติดตั้งกับผนังได้โดยไม่มีพลาสเตอร์บอร์ด นอกจากกันเสียงแล้ว ยังมีคุณสมบัติกันน้ำ ยืดหยุ่นสูง ทนความร้อนได้สูง และใช้งานได้ยาวนาน ส่วนข้อเสียคือมีราคาค่อนข้างสูง

10. วัสดุกันเสียงรบกวน ประเภทบอร์ดไฟเบอร์
วัสดุทำจากเส้นใยและซีเมนต์ มักนำมาใช้เป็นเพดานกันเสียงหรือวัสดุอะคูสติก อีกทั้งยังมีคุณสมบัติดูดซับเสียงดีเยี่ยม

This entry was posted in News.