การฟื้นฟูสมรรถภาพปอด

การฟื้นฟูสมรรถภาพปอด เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า เชื้อโควิด-19 เป็นเชื้อไวรัสที่ส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจเป็นสำคัญ และในผู้ป่วยบางรายก็จะมีอาการปอดอักเสบ จนทำให้ “ปอด” ไม่สามารถกลับมาทำงานได้เต็มศักยภาพเหมือนเดิม เพราะแม้หายจากโรคแล้วการอักเสบอาจทิ้งร่องรอยไว้ในปอดที่เป็นพังผืดหรือแผล ทำให้สมรรถภาพของปอดลดลง

โควิด-19 ทำลาย “ปอด” อย่างไร???
เชื้อโควิด-19 นั้นเข้าสู่ร่างกายของเราผ่านทางจมูกหรือปากเข้าสู่ปอด ซึ่งส่งผลกระทบกับระบบทางเดินหายใจโดยตรง

ในระยะแรกของการติดเชื้อ ผู้ป่วยจะมีอาการเหมือนติดเชื้อไวรัสทั่วไป เช่น มีไข้ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยเนื้อตัว แต่อาการทางระบบทางเดินหายใจยังไม่ค่อยเด่นชัดนัก ต่อเมื่อผ่านไปสักระยะหนึ่ง คือราววันที่ 3-4 ของการติดเชื้อ ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการไอ เหนื่อยหอบ แบบค่อยเป็นค่อยไป หากผู้ป่วยได้รับการเอกซเรย์ปอดจะเริ่มเห็นความผิดปกติ พบฝ้าขาวเกิดขึ้นในปอดจากฟิล์มเอกซเรย์ ตรงนี้เป็นสิ่งที่ต้องกังวลเนื่องจากหากปล่อยทิ้งไว้ ผู้ป่วยจะเริ่มมีภาวะพร่องออกซิเจน ซึ่งเกิดจากการอักเสบของปอด

โควิด-19 กระทบ “ปอด” ได้หนักแค่ไหน?
โดยทั่วไปแล้วลักษณะเฉพาะของคนที่เป็นโรคโควิด-19 นั้น ปอดอักเสบที่เกิดขึ้นมักเป็นมากกว่า 1 ตำแหน่ง และเป็นที่ปอดทั้ง 2 ข้าง หากในระยะนี้ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที มีการให้ยาที่เหมาะสม ทั้งยาต้านไวรัส ยาสเตียรอยด์ และยาอื่นๆ ปอดจะค่อยๆ ฟื้นตัวกลับมา แต่มีผู้ป่วยอยู่ประมาณ 10% ที่จะกลายเป็นปอดอักเสบรุนแรง และมีเพียงแค่ 1% เท่านั้นที่รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต

สภาพ “ปอด” หลังได้รับการรักษา
เมื่อหายจากโรคโควิด-19 แล้ว การอักเสบของร่างกายอย่างรุนแรงจากเชื้อโควิด-19 จะมีผลทำให้เกิดเป็นรอยโรคพวกแผลเป็นหรือพังผืดต่างๆ ในเนื้อปอด ทำให้เนื้อปอดขาดความยืดหยุ่น และแลกเปลี่ยนออกซิเจนได้ไม่ค่อยดีนัก หากตรวจวัดสมรรถภาพปอดจะพบว่า “สมรรถภาพปอด” ต่ำกว่าปกติ ซึ่งหากอยู่เฉยๆ อาจไม่ค่อยรู้สึก แต่หากต้องไปออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมที่หนักๆ จะรู้สึกเหนื่อยง่ายกว่าปกติมาก

2 ช่วงของการฟื้นฟูปอด

ในส่วนของการฟื้นตัวของปอดหลังหายจากโรคโควิด-19 จะแบ่งเป็น 2 ช่วง คือ

ช่วงแรกเป็นช่วง 2 สัปดาห์แรกหลังหายจากโรค สิ่งที่จะพบคือ ยังพบฝ้าขาวที่ปอดในฟิล์มเอกซเรย์ แต่มีปริมาณน้อยลงเมื่อเทียบกับช่วงที่ติดเชื้อ และ
ช่วงหลังคือช่วงสัปดาห์ที่ 3-4 หลังจากที่หายจากโรค ร่างกายมีการฟื้นฟูกลับมาบ้างแล้ว แต่จะยังรู้สึกอ่อนเพลีย ไม่สดชื่น ไม่แข็งแรง ไม่กระปรี้กระเปร่าเท่าเดิม

การฟื้นฟู “สมรรถภาพปอด” ต้องทำได้อย่างไร?
ผู้ป่วยที่เพิ่งฟื้นตัวจากโรคโควิด-19 ระบบการหายใจและสมรรถภาพของปอดนั้นจะยังไม่เป็นปกติ ทั้งนี้สามารถ “ฟื้นฟูสมรรถภาพปอด” ได้ โดยให้มีการเคลื่อนไหวหรือขยับช่วงปอด เพื่อให้เนื้อปอดและถุงลมต่างๆ ค่อยๆ ฟื้นฟูตัวเองกลับมามีความยืดหยุ่นมากขึ้น รวมถึงการออกกำลังกายเบาๆ เพื่อที่จะสามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้เหมือนเดิม ดังนี้

การฝึกการหายใจ (Breathing Exercise)
การฝึกการหายใจมีความจำอย่างมากเป็นในช่วง 2 สัปดาห์แรกหลังการฟื้นตัว ทำได้โดยการออกแรงในการหายใจเข้าทางจมูกจนสุด แล้วควบคุมลมที่หายใจออกมาทางปากช้าๆ หรือพูดคำว่า “อู” ยาวๆ ช้าๆ จนกระทั่งลมหมดปอด แล้วหายใจเข้าใหม่ให้เต็มปอด แล้วหายใจออกช้าๆ เช่นเดิม เนื่องจากพังผืดจะทำให้เนื้อปอดมีความแข็ง พังผืดที่แข็งเมื่อได้ขยับบ่อยๆ ก็จะมีการยืดหยุ่นมากขึ้น ทำให้ elasticity หรือความยืดหยุ่นของเนื้อปอดค่อยๆ ฟื้นตัวกลับมา

การบริหารปอด
มีความจำเป็นในช่วง 2 สัปดาห์แรกหลังการฟื้นตัวเช่นกัน เรียกว่าเป็นกลยุทธ์การฟื้นฟูสมรรถภาพปอดอย่างหนึ่งที่ได้ผลดี ทำได้โดยการใช้เครื่องมือทางการแพทย์ ที่เรียกว่า Triflow โดยให้คนไข้ดูดลูกปิงปองที่มีทั้งหมด 3 ลูก ใน 3 ช่อง ซึ่งจะลอยขึ้นกี่ลูกก็ขึ้นอยู่กับปริมาณลมที่สูดเข้าไป ยิ่งสูดลมเข้าไปมาก ลูกปิงปองก็จะลอยขึ้นเยอะ การดูดลมเข้าปอดโดยใช้เครื่อง Triflow นั้นจึงถือเป็นเทคนิคการบริหารปอดรูปแบบหนึ่ง ที่ทำให้ปอดขยายเต็มที่ ช่วยให้ปอดมีความยืดหยุ่นมากขึ้น และค่อยๆ ฟื้นตัวได้

การออกกำลังกายเบาๆ
สามารถทำได้ในสัปดาห์ที่ 3-4 เป็นต้นไป ในช่วงนี้ร่างกายอาจจะยังมีอาการอ่อนเพลีย แต่ปอดอาจจะเริ่มฟื้นตัวบ้างแล้ว ดังนั้น จึงต้องมีการออกกำลังกาย มีการเคลื่อนไหวร่างกายมากขึ้น โดยอาจเริ่มจากการออกกำลังกายเบาๆ เช่น การลุกเดินบ่อยๆ ไม่อยู่เฉย พอร่างกายเริ่มชินแล้วค่อยขยับความหนักขึ้นไป อาจจะเดินให้ไวขึ้น หรือวิ่ง jogging เบาๆ ได้เช่นกัน

“การฟื้นฟูสมรรถภาพปอด” นั้น นอกจากการฝึกหายใจ การบริหารปอด หรือการออกกำลังกายตามความเหมาะสมแล้ว สิ่งสำคัญเลยก็คือต้อง “หมั่นใส่ใจดูแลตัวเอง” ให้มากกว่าที่เคย โดยเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ และพยายามหลีกเลี่ยงมลพิษทางอากาศต่างๆ … เพื่อดูแล “ปอดของเรา” ให้กลับมาทำงานได้เต็มศักยภาพ…โดยเร็วที่สุด

This entry was posted in News.